เทศบาลเมืองระนอง
ข่าว: หน้าหลัก
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน ตุลาคม 23, 2017, 11:12:35 AM


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แนวทางออกแบบอาคารขัดขวางแผ่นดินไหว  (อ่าน 9 ครั้ง)
nkonline108
Newbie
*
กระทู้: 17


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: สิงหาคม 13, 2017, 08:32:09 PM »

จากเรื่องแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริคเตอร์ที่เกิดขึ้นตอนวันที่ 13 มกราคม 2553 ทำให้เกิดเรื่องเศร้าครั้งใหญ่ในกรุงปอร์โต แปรงซ์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐเฮตำหนิ ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวเพียงแค่ 15 กิโล

แผ่นดินไหวคราวนี้เป็นผลมาจากการเลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในลักษณะการเลื่อนตัวด้านข้างระหว่างแผ่นหินแคริบเบียนและแผ่นหินอเมริกาเหนือ ซึ่งมีอัตราการเคลื่อนในมาตรฐานสูง ทำให้มีโอกาสกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้เหมือนกันกับบริเวณรอยเลื่อนสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

เมื่อย้อนกลับมาดูเมืองไทยเรา รอยเลื่อนสำคัญที่เคยกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดกึ่งกลาง 5-6 ริคเตอร์มาแล้ว คือ รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งรอยเลื่อนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ ทำให้อาคารเกิดการสั่นไหวแล้วก็ส่วนประกอบอาคารหลายข้างหลังกำเนิดรอยแตกร้าว

ความทรุดโทรมของตึกกลุ่มนี้ เหตุเพราะในอดีตกาลก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา กฎหมายตึกไม่ได้บังคับให้มีการดีไซน์ต่อต้านแผ่นดินไหว เดี๋ยวนี้มีข้อบังคับอาคารประกาศเป็นกฎกระทรวงฉบับ พุทธศักราช 2550 ที่บังคับให้อาคารต้องดีไซน์ให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ โดยแบ่งได้เป็น 3 บริเวณ ตัวอย่างเช่น 1. พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครแล้วก็ปริมณฑล รวม 5 จังหวัด 2. พื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด และภาคตะวันตก และก็ 3. พื้นที่ในภาคใต้ 7 จังหวัด

อันดับแรกของการออกแบบอาคารให้ยับยั้งแผ่นดินไหวได้ วิศวกรผู้ออกแบบจะต้องพิจารณารูปแบบของตึกก่อน โดยการจัดให้ตึกมีลักษณะที่มีคุณภาพในการต้านแผ่นดินไหวที่ดี ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้องค์ประกอบตึกมีการฉิบหายในแบบต่างๆ

แผนผังอาคารที่มีการวางโครงสร้างที่ดี น่าจะวางตำแหน่งเสาให้มีความสมมาตรในแกนหลักอีกทั้งตามทางยาวและตามแนวขวางของอาคาร ถ้าเกิดเป็นอาคารสูง ควรมีกำแพงรับแรงเฉือน (Shear wall) จำนวนมาก วางในตำแหน่งที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดผังอาคาร โดยไม่กลุ่มตัวอยู่ในรอบๆเดียว แนวทางการวางแนวฝาผนัง ควรจะหันด้านยาวของผนังให้สามารถรับแรงข้างๆจากแผ่นดินไหวได้ทั้งสองแนวทางอีกทั้งตามแนวยาวแล้วก็ตามทางขวางของอาคาร ดังตัว อย่างตึกที่มีการจัดวางตำหน่งเสาแล้วก็กำแพงรับแรงเฉือนที่ดี

ปัญหาที่มักจะพบในรูปแบบอาคารทั่วไปเป็น ระดับความสูงของเสาในด้านล่างของตึกจะมีความสูงมากกว่าเสาในชั้นสองขึ้นไป เพราะว่าสิ่งที่มีความต้องการให้ชั้น ด้านล่างเป็นห้องโถงอเนกประสงค์ หรือเป็นหลักที่จอดรถและก็มีการวางจำนวนเสาน้อยกว่าในชั้นสูงขึ้นไป เพื่อมีพื้นที่ใช้สอย กว้างขวาง
อาคารลักษณะนี้ จะมีโอกาสที่จะมีการวิบัติแบบชั้นอ่อนได้เพราะเหตุว่าเสาตึกในด้านล่างมีความอ่อนตัวต่อการโยกไหวทางข้างๆได้มากกว่าในชั้นสูงขึ้นไป ประกอบกับแรงแผ่นดินไหวที่ทำต่อเสาด้านล่างจะมีค่าสูงมากมาย

การแก้ปัญหาลักษณะอาคารอย่างงี้ บางทีอาจทำเป็นหลายแนวทาง หากเป็นการออกแบบอาคาร (http://999starthai.com/th/design/)ใหม่ อาจเลือกดังต่อไปนี้

1. ควรมีการจัดให้ความสูงของเสาด้านล่างไม่ต่างอะไรจากชั้นสูงขึ้นไปมากเท่าไรนักการออกแบบที่ดี ควรจะจัดให้เสาด้านล่างไม่สูงชะลูดมากจนทำให้เสาด้านล่างมีค่าแรงต้านทานสำหรับการเคลื่อนตัวข้างๆน้อยกว่าเสาชั้นสองเกิน 80%

2. จัดให้เสาด้านล่างมีเยอะแยะขึ้น

3. ขยายขนาดหน้าตัดเสาด้านล่างให้ใหญ่ขึ้น

4. เสริมค้ำจนถึงด้านข้างทางแนวทแยงเพื่อทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการต้านการเคลื่อนทางข้างๆ เป็นต้น

ภายหลังที่ลักษณะของตึกมีความเหมาะสม ลำดับต่อไปเป็นการออกแบบความแข็งแรงของโครงสร้าง ตึกที่ปฏิบัติหน้าที่หลักสำหรับการยับยั้งแรงข้างๆจากแผ่นดินไหวเป็นต้นว่า เสา นอกเหนือจากการที่จะรับน้ำหนักบรรทุกธรรมดา ซึ่งเป็นน้ำหนักของอาคารและก็น้ำหนักบรรทุกจรตามการออกแบบทั่วๆไปแล้ว เสาควรจะมีกำลังรับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นในขณะกำเนิดแผ่นดินไหว สามารถต้านแรงเฉือนจากแรงแผ่นดินไหวที่ปฏิบัติทางด้านข้างต่อเสาได้ และก็จะต้องมีขนาดหน้าตัดใหญ่พอที่จะไม่เคลื่อนตัวมากมายจนกระทั่งเกินหลักเกณฑ์ในกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้การเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างชั้นไม่เกิน 0.5%

ดังนี้การเคลื่อนที่ของเสาที่มากเกินความจำเป็น จะมีผลให้ฝาผนังตึกมีการบาดหมางได้ โดยเหตุนี้ เมื่อเปรียบเทียบขนาดเสากับอาคารทั่วไปแล้ว เสาตึกขัดขวางแผ่นดินไหว จะมีขนาดใหญ่กว่า และก็มีปริมาณเหล็กเสริมตามทางยาวของเสามากกว่า เพื่อรับน้ำหนักบรรทุกรวมทั้งการดัดตัวที่เพิ่มมากขึ้นแล้วก็ต้านการเคลื่อนที่ทางด้านข้างด้วยยิ่งไปกว่านี้ ปริมาณเหล็กปลอกในเสาต้องเพียงพอสำหรับเพื่อการต่อต้านแรงเฉือนอีกด้วย

สิ่งที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งเป็น การจัดเนื้อหาการเสริมเหล็กให้โครงสร้างมีความเหนียวพอเพียงสำหรับเพื่อการยับยั้งแรง ทำแบบไปกลับของแรงแผ่นดินไหว โดยการจัดปริมาณการเสริมเหล็กตามยาวและก็เหล็กปลอกที่โอบกอดรอบเหล็กเสริมตามแนวยาวของเสาแล้วก็คานให้พอเพียง

โดยเฉพาะรอบๆใกล้รอยต่อระหว่างเสาแล้วก็คาน เหตุเพราะบริเวณนี้ เสารวมทั้งคานมีการดัดตัวในลักษณะไปกลับหลายรอบ เหล็กปลอกในรอบๆนี้จึงจำต้องจัดวางให้แน่นเป็นพิเศษ แล้วก็การต่อเหล็กเสริมตามยาวจะต่อในรอบๆใกล้รอยต่อของเสาแล้วก็คานมิได้ เนื่องมาจากแรงแผ่นดินไหว จะมีผลให้เหล็กเสริมกลุ่มนี้เลื่อนหลุดจากจุดต่อได้ง่าย การเสริมเหล็กให้เสาและก็คานมีความเหนียวยังมีรายละเอียดอีกมากมาย จึงขอกล่าวแต่โดยสรุปเพียงเท่านี้ก่อน

ถึงแม้ว่าอาคารที่วางแบบตามกฎกระทรวงแผ่นดินไหว พุทธศักราช 2550 จะได้มีการคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหวในระดับที่ สูงพอเพียงแล้ว แต่ว่าความสามารถของอาคารแต่ละหลัง สำหรับเพื่อการขัดขวางแรงแผ่นดินไหวในเหตุ การณ์จริง ยังนานับประการตามลักษณะ จำพวก รวมทั้งรูปแบบของอาคารต่างๆถ้าอยากรู้ว่า อาคารที่ดีไซน์ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2550 แต่ละหลังมีความมั่นคงและยั่งยืนไม่มีอันตรายเท่าใด จะต้องใช้ขั้นตอนการ พินิจพิจารณาความประพฤติปฏิบัติในการต้านทานแรงแผ่นดินไหวของส่วนประกอบอย่างละเอียดลออ.

เครดิต : http://999starthai.com/th/design/ (http://999starthai.com/th/design/)

Tags : ออกแบบอาคาร
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM